วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ตามไปดู มทร.ธัญบุรีสอนดนตรีไทย "นักโทษชาย" โชว์ความสามารถหน้าพระที่นั่ง

วันที่ 07 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11533 มติชนรายวัน


ตามไปดู มทร.ธัญบุรีสอนดนตรีไทย "นักโทษชาย" โชว์ความสามารถหน้าพระที่นั่ง


โดย ขติยา มหาสินธ์ oui@hotmail.com




เมื่อ เร็วๆ นี้ ภาควิชานาฏดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ได้จัดส่งนักศึกษาและคณาจารย์ที่เป็นอาสาสมัครไปสอนดนตรีไทยให้แก่ผู้ต้อง ขังชายในทัณฑสถานบำบัดพิเศษจังหวัดปทุมธานี จ.ปทุมธานี เพื่อจะได้แสดงความสามารถทางด้านดนตรีไทย ต่อหน้าพระที่นั่ง ในโอกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯเป็นประธานในพิธีเปิดห้องสมุดพร้อมปัญญา ศูนย์เกษตรธรรมชาติ ศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ และศูนย์การเรียนพระวิหารธรรมในพระสังฆราชอุปถัมภ์ ของทัณฑสถานบำบัดพิเศษจังหวัดปทุมธานี ในราวเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2553

อาจารย์ บรรทม น่วมศิริ หัวหน้าภาควิชานาฏดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี เล่าถึงที่มาว่า ได้รับการประสานงานจากทัณฑสถานบำบัดพิเศษจังหวัดปทุมธานี ว่าจะตั้งชมรมดนตรีไทยในเรือนจำ จึงขอความร่วมมือจากทาง มทร.ธัญบุรี ขอให้จัดส่งคณาจารย์และนักศึกษามาช่วยสอนดนตรีให้แก่ผู้ต้องขัง เพื่อจะได้แสดงความสามารถทางด้านดนตรีต่อหน้าพระที่นั่ง หลังทราบข่าว ก็ได้มีอาสาสมัครจากนักศึกษาชั้นปีที่ 2 และชั้นปีที่ 3 และอาจารย์ประมาณ 9 คนไปช่วยสอน ตนตั้งใจจะให้ผู้ต้องขังแสดงดนตรีไทย 3 เพลง ตอนนี้ฝึกซ้อมเพลงมหาฤกษ์และมหาชัยแล้ว อีกเพลงอาจจะเป็นเพลงบรรเลง ถือเป็นโอกาสที่ดีของนักศึกษาเหล่านี้ เพราะจะได้เรียนรู้ประสบการณ์จริงจากการช่วยสอนดนตรี ก่อนที่จะออกไปฝึกปฏิบัติการสอนจริงในชั้นปีที่ 5 และจบออกไปเป็นครูดนตรี



"ตลอด ระยะเวลากว่า 1 เดือนที่มาสอน พบว่าผู้ต้องขังมีความตั้งใจมาก ขยันฝึกซ้อม และวันไหนที่ไม่มีตารางเรียนดนตรี ก็ยังคงฝึกซ้อมเล่นดนตรีต่อไป เรียกว่าการบ้านที่มอบหมายให้ เมื่อมาติดตาม ก็ทำได้ครบไม่มีขาด สำหรับโครงการในอนาคตนั้น มทร.ธัญบุรี อาจจะมาสอนดนตรีพื้นเมืองอีสาน เช่น โปงลาง เพราะมีนักศึกษาเรียนดนตรีด้านนี้อยู่" อาจารย์บรรทมกล่าว

ส่วน นายอารีย์ เฉลยสุข ผู้อำนวยการทัณฑสถานบำบัดพิเศษจังหวัดปทุมธานี จ.ปทุมธานี กล่าวว่า ทัณฑสถานบำบัดพิเศษจังหวัดปทุมธานี เป็นสถานที่จองจำนักโทษคดียาเสพติดที่เหลือโทษไม่เกิน 10 ปี ซึ่งปัจจุบันมีผู้ต้องขังจำนวนกว่า 2,800 คน ที่นี่ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะปล่อยนักโทษออกไปเป็นอิสระ ดังนั้น จะเน้นพัฒนาจิตใจ กล่อมเกลาทางศาสนาตลอดจนการฝึกอาชีพและการบำบัดต่างๆ ซึ่งการสอนดนตรี ก็เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมบำบัดและถือเป็นขั้นตอนเกือบสุดท้ายในการกล่อม เกลานักโทษให้เป็นคนดีของสังคมก่อนที่จะออกจากเรือนจำ โดยก่อนหน้านี้ทัณฑสถานแห่งนี้มีทั้งกีฬาบำบัด ศิลปะบำบัด อาชีวะบำบัด เกษตรบำบัด เป็นต้น แต่ดนตรีบำบัดเพิ่งมีเป็นครั้งแรก โดยทางเรือนจำมีเครื่องดนตรีอยู่แล้ว ขาดเพียงครูสอน จึงได้ประสานงานขอความร่วมมือกับทาง มทร.ธัญบรี ในการจัดส่งครูและนักศึกษามาช่วยสอน ทั้งนี้ นอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งในพิธีเปิดหน่วยงานดังกล่าวแล้ว การเรียนดนตรีไทย ยังช่วยบำบัดจิตใจและคลายเครียดให้กับผู้ต้องขัง ตลอดจนเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และช่วยอนุรักษ์ดนตรีไทยให้ยั่งยืนต่อไปด้วย



ตัว แทนผู้ต้องขังกล่าวว่า รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในพิธีเปิด ห้องสมุดพร้อมปัญญา ศูนย์เกษตรธรรมชาติ ศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ และศูนย์การเรียนพระวิหารธรรมในพระสังฆราชอุปถัมภ์ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯเป็นองค์ประธาน ก็จะตั้งใจทำให้ดีที่สุด ซึ่งในการแสดงดนตรีไทยตนจะรับหน้าที่ในการเป่าขลุ่ยซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมี พื้นฐานทางด้านดนตรีไทยมาก่อน จึงต้องอาศัยการท่องจำตัวโน้ตและทำเนียงเพลง ตลอดจนการฝึกซ้อมเป็นประจำสม่ำเสมอ หลังงานการแสดงนี้แล้ว ตั้งใจจะยังคงฝึกซ้อมและต่อยอดต่อไป เพราะการเล่นดนตรีช่วยผ่อนคลายความเครียดและอาจนำไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ หากมีความรู้ความสามารถเพียงพอ

ด้านน้องพรเทพ ปู่ประเสริฐ และน้องขวัญชัย รอดพวง นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ภาควิชานาฏดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี กล่าวว่า ตอนที่ทราบว่ามีกิจกรรมนี้ได้ขอเป็นอาสาสมัครเข้าร่วมกิจกรรมทันที เพราะมองว่าได้สั่งสมประสบการณ์ ก่อนที่จะฝึกปฏิบัติสอนจริงในชั้นปีที่ 5 ซึ่งการมาสอนดนตรีไทยให้แก่ผู้ต้องขังครั้งนี้ ทำให้เห็นสภาพการทำงานจริง ได้เรียนรู้ล่วงหน้าว่าจะต้องพบเจอกับปัญหาและอุปสรรคอะไรบ้าง จะได้เตรียมพร้อมก่อนออกไปปฏิบัติจริง ถือเป็นประสบการณ์นอกมหาวิทยาลัยที่มีคุ้มค่าอย่างมาก สำหรับการฝึกดนตรีไทยให้แก่ผู้ต้องขัง ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับนักโทษเพราะการเรียนการสอนดนตรีไทย การจะเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วนั้น จะต้องมีพื้นฐานมาก่อนหรือไม่ก็ควรเรียนในวัยเด็ก ก็จะทำให้จดจำและเรียนรู้ได้เร็ว แต่ในกรณีนี้ผู้เรียนไม่เคยมีประสบการณ์ทางด้านดนตรีไทยมาก่อนเลย และส่วนมากก็เป็นผู้ใหญ่ที่มีอายุเยอะแล้ว จึงค่อนข้างต้องใช้เวลาในการฝึกฝนอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ทุกคนก็ตั้งใจเรียนและฝึกฝนเป็นอย่างดี ซึ่งถึงตอนนี้ก็เรียนรู้ไปได้สองเพลงแล้ว ทั้งนี้ หากมีกิจกรรมในลักษณะนี้อีกก็จะมาเสนอตัวขอมาเป็นอาสาสมัครอีก


หน้า 23
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01edu20071052&sectionid=0107&day=2009-10-07

--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
wong
http://climate9.blogspot.com/ climate
http://siddhartha99.blogspot.com/ siddthartha
http://seminarsweet.blogspot.com/  ilaw
http://sunsweet09.blogspot.com/ sunsweet
http://dbd652.blogspot.com/ dbd652
http://www.thaicyberu.go.th/
http://www.youtube.com/greenpeacethailand
http://www.lek-prapai.org/

วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ความรัก สัจธรรม อหิงสธรรม และสัตยะคระหะแห่งมหาตมะ คานธี (1)


 
 ความรัก สัจธรรม อหิงสธรรม และสัตยะคระหะแห่งมหาตมะ คานธี (1) / สำนักข่าวราชดำเนิน

ภิศักดิ์ กัลยาณมิตร2/10/2552

 

 

ความรัก สัจธรรม อหิงสธรรม และสัตยะคระหะแห่งมหาตมะ คานธี (1)

 

เมื่อ คราวที่แล้วได้เขียนถึงมหาตมะ คานธี บุคคลที่ยิ่งใหญ่ของโลกคนหนึ่งเท่าที่มีมนุษย์เกิดมาบนพื้นพิภพนี้ไปแล้วบาง ส่วน แต่ในหนังสือ วจนะของมหาตมะ คานธี ที่แปลและเรียบเรียงโดยศาสตราจารย์ ดร.จำนงค์ อดิวัฒนสิทธิ์ ยังมีเนื้อหาที่น่าสนใจอีกมากมายที่มหาตมะ คานธีได้เคยกล่าวและดำเนินชีวิตเป็นแบบอย่างไว้ จึงขอนำเสนอเนื้อหาอีกส่วนหนึ่งที่ได้จากหนังสืออันทรงคุณค่าเล่มนี้ ดังนี้

เมื่อพูดถึงความรัก มหาตมะ คานธีมี ความเชื่ออย่างมั่งคงว่า ความรักช่วยค้ำจุนโลกได้ ชีวิตจะมีอยู่เฉพาะในที่ที่มีความรัก ชีวิตปราศจากความรักเหมือนกับชีวิตที่ตายไปแล้ว ความรักเป็นด้านหนึ่งของเหรียญ ส่วนอีกด้านหนึ่งคือสัจธรรม

                ความรักไม่เคยมีการเรียกร้อง มีแต่ให้ ความรักมีแต่จะยอมรับความทุกข์โดยไม่มีความโกรธเคือง  และไม่เคยมีการแก้แค้น แต่คนขลาดไม่สามารถจะมีความรักได้ เพราะความรักเป็นเอกสิทธิเฉพาะของคนกล้าเท่านั้น

มหาตมะ คานธี ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ที่สำคัญของชีวิตไว้ว่าคือ การดำรงชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง คิดอย่างถูกต้องและทำอย่างถูกต้อง จิตวิญญาณจะสูญสลายไปเมื่อเรามัวแต่ครุ่นคิดถึงแต่ร่างกายอย่างเดียว และเมื่อ ใดก็ตามที่เรามีความสงสัยหรือคิดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเองมากเกินไป ให้จงนึกถึงใบหน้าของคนที่ยากจนที่สุดที่ไร้คนช่วยเหลืออย่างน่าสมเพช ซึ่งเราคงจะได้เห็นมาบ้างแล้ว และถามตัวเราเองว่า ก้าวย่างของชีวิตที่เรากำลังครุ่นคิดอยู่นั้นจะมีประโยชน์อะไรบ้างหรือไม่ แก่คนยากจนที่สุดนั้น คนที่ยากจนที่สุดนั้นจะได้รับอะไรบ้างหรือไม่จากการครุ่นคิดของเรา และการครุ่นคิดมากเกินไปของเรานั้นจะช่วยให้มีอำนาจควบคุมเหนือชีวิตและชะตา กรรมแห่งชีวิตของเขาหรือไม่ ถ้าทำได้เช่นนี้เราจะพบว่า ความสงสัยและความครุ่นคิดคำนึงถึงแต่ตัวเองนั้นจะค่อยๆ สลายตัวไป และ จุดมุ่งหมายสูงสุดของมนุษย์อีกประการหนึ่ง คือ การชนะนิสัยเก่า การที่เราสามารถกำจัดความชั่วร้ายในตัวเรา และฟื้นฟูความดีให้กลับคืนมาสู่สภาพที่ถูกต้อง

                ซึ่งบันไดขั้นแรกที่จะทำให้เราไปถึงจุดนั้นได้ คือ การควบคุมความคิดของเราเอง มหาตมะ คานธี เห็นว่า มนุษย์มีเหตุผล รู้จักแยกแยะเจตนารมณ์เสรีอย่างเป็นจริง ซึ่งสัตว์ป่าไม่มีคุณสมบัติดังกล่าว และไม่รู้ถึงความแตกต่างระหว่างความดีกับความชั่ว บุญกับบาป เนื่องจากมนุษย์เป็นสื่อที่เป็นอิสระ จึงสามารถรู้ถึงความแตกต่างดังกล่าวและเมื่อได้ปฏิบัติตามคุณลักษณะอันสูง ส่งแล้วมนุษย์ย่อมแสดงตัวเองว่าสูงส่งกว่าสัตว์ป่า แต่เมื่อมนุษย์ปฏิบัติตามคุณลักษณะอันหยาบช้า มนุษย์ก็ย่อมแสดงตัวให้เห็นเช่นกันว่ามนุษย์มิได้แตกต่างอะไรไปกว่าสัตว์ป่า

สาม ในสี่ของความทุกข์และความเข้าใจผิดในโลกจะสูญสิ้น ถ้าเรารับความคิดเห็นของศัตรูและเข้าใจทัศนะของเขา ทำได้เช่นนี้ เราก็จะสามารถประนีประนอมกับศัตรูของเราหรือคิดถึงศัตรูของเราในทางทีดีขึ้น และเป็นการดีที่เราจะมองเห็นตัวเองให้เหมือนอย่างที่คนอื่นมองเห็นเรา จงพยายามเท่าที่จะทำได้ เราใช่ว่าจะสามารถรู้จักตัวเราเองอย่างเต็มที่เหมือนอย่างที่เราเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความชั่วร้ายในตัวเรา ข้อนี้เราสามารถทำได้ก็เพียงถ้าหากว่าไม่โกรธกับผู้ที่วิจารณ์เรา  แต่ยินดียอมรับอะไรก็ได้ที่ผู้วิจารณ์กล่าวถึง

          ความเป็นคนไม่ใช่อยู่ที่การเสแสร้งยกยอความกล้าอย่างบ้าบิ่นหรือความเป็นเจ้าคนนายคน  แต่ ความเป็นคนอยู่ที่การกล้าทำสิ่งที่ถูกต้อง และกล้าเผชิญกับผลของการกระทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวทางการเมือง สังคม หรือด้านอื่นใดก็ตาม ซึ่งความเป็นคนอยู่ที่การกระทำไม่ใช่อยู่ที่การพูด และความกล้าหาญไม่ใช่คุณสมบัติของร่างกาย แต่เป็นคุณสมบัติของจิตวิญญาณ

http://www.siamrath.co.th/uifont/Articledetail.aspx?nid=4301&acid=4301
--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
blog
http://sunblog1951.blogspot.com/ sunday
http://blogpwd.blogspot.com/
http://newsblog9.blogspot.com/
http://bloghealth99.blogspot.com/
http://labour9.blogspot.com/
http://www.ksmecare.com/docSeminar/520902031848987.pdf
http://www-01.ibm.com/software/th/events/lotusliveevent/
http://www.mict4u.net/thai/
http://www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm
http://www.agkmstou.com/2008/index.php
http://www.baanjomyut.com/library/lotus/index.html
http://www.asianbarometer.org/newenglish/introduction/default.htm

วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2552

ศาล ปค.สูงสุดป่วน "วรพจน์"ทิ้งเก้าอี้ตุลาการกระทันหัน วิจารณ์แซ่ดตั้ง 3 หัวหน้าคณะข้ามหัว-ปมพระวิหาร


นายอักขราทร จุฬารัตน

 
วันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 10:30:48 น.  มติชนออนไลน์

ศาล ปค.สูงสุดป่วน "วรพจน์"ทิ้งเก้าอี้ตุลาการกระทันหัน วิจารณ์แซ่ดตั้ง3หัวหน้าคณะข้ามหัว-ปมพระวิหาร

ศาล ปกครองสูงสุดป่วน "วรพจน์ วิศรุตพิชญ์"ลาออกจากตุลาการกระทันหัน หลัง กศ.ป.มีมติแต่งตั้งหัวหน้าคณะใหม่ 3 คน วิจารณ์แซ่ดข้าม"อาวุโส" เผยปมขัดแย้งเรื่องแนวคิด-วิธีการทำงานมาแตั้งแต่คดีปราสาทพระวิหาร

แหล่งข่าวจากสำนักงานศาลปกครองเปิดเผย"มติชนออนไลน์"เมื่อวันที่ 25 กันยายนว่า ได้เกิดความปั่นป่วนขึ้นในศาลปกครอง เมื่อนายวรพจน์ วิศรุตพิชญ์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุดได้ยื่นหนังสือลาออกในวันเดียวกันโดยให้มีผลในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2552   จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจาณ์อย่างหนักในศาลปกครอง


แหล่งข่าวกล่าวว่า สำหรับเหตุผลที่คาดว่า ทำให้นายวรพจน์ตัดสินใจลาออกอย่างกระทันหัน ทั้งๆที่มีอายุเพียง 57 ปี เป็นเพราะในการประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง(กศ.ป.)ซึ่งมีนายอักขราทร จุฬารัตน เป็นประธานใน วันเดียวกันเพื่อพิจารณาแต่งตั้งรองประธานศาลปกครองสูงสุดและตุลาการหัวหน้า คณะในศาลปกครองสูงสุดซึ่งจะว่างลง 3 ตำแหน่งในเดือนตุลาคม 2552 ปรากฏว่า นายชาญชัย แสวงศักดิ์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุดและนายวรพจน์  วิศรุตพิชญ์ ไม่ได้รับแต่งตั้งเป็นตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองสูงสุดซึ่งบุคคลทั้งสองเห็นว่า เป็นการแต่งตั้งที่ไม่เป็นธรรมเเนื่องจากไม่เป็นไปตามลำดับอาวุโส นอกจากนั้นยังมีแรงกดดันในการทำงานเนื่องจากมีแนวคิดและวิธีการทำงานที่ไม่ตรงกับผู้บริหารศาล นับแต่ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวกรณีที่คณะรัฐมนตรีนายสมัคร สุนทรเวชมีมติสนับสนุนประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
 

แหล่งข่าวกล่าวว่า ที่ประชุม กศ.ป.มีมติแต่งตั้งนายพีระพล เชาวน์ศิริ ตุลาการหัวหน้คณะในศาลปกครองสูงสุดเป็นรองประธานศาลปกครองสูงสุด แต่งตั้งนายวิชัย ชื่นชมพูนุท นายปรีชา  ชวลิตธำรง และนายเกษม คมสัตย์ธรรม ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เป็นตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองสูงสุด ซึ่งทั้งนายวิชัย ชื่นชมพูนุท และนายปรีชา  ชวลิตธำรง และนายเกษม คมสัตย์ธรรม สามารถสอบเข้าเป็นตุลาการศาลปกครองสูงสุดพร้อมนายชาญชัย แสวงศักดิ์ เป็นรุ่นแรกซึ่งขณะนั้นนายชาญชัยดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานศาลปกครองอยู่แล้ว ขณะที่นายเกษม คมสัตย์ธรรม เป็นตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองชั้นต้นเท่านั้น


แหล่งข่าวกล่าวว่า สำหรับนายวรพจน์นั้น แม้จะสอบเข้าเป็นตุลาการศาลปกครองสูงสุดรุ่นที่สอง แต่เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีศาลปกครองกลาง ขณะที่นายเกษม คมสัตย์ธรรมเป็นหัวหน้าคณะในศาลปกครองกลาง โดยผู้บริหารศาลปกครองสูงสุดบางคนขอร้องให้นายวรพจน์ดำรงตำแหน่งอธิบดีศาลปกครองกลางต่อไปก่อนเพื่อวางระบบศาลปกครองกลางให้ดีเพราะอยู่ในช่วงเพิ่งเริ่มจัดตั้ง อย่าเพิ่งสอบเป็นตุลาการศาลปกครองในรุ่นแรก แต่ กศ.ป.กลับนำมาเป็นข้ออ้างว่า นายวรพจน์มีอาวุโสน้อยกว่านายเกษม คมสัตย์ธรรม จึงไม่แต่งตั้งเป็นตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองสูงสุด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบัน ตุลาการศาลปกครองสูงสุดมีจำนวน 17 คน  สำหรับรองประธานและตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองสูงสุดที่เกษียณอายุประกอบ ด้วย นายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ นายจรัญ หัตถกรรม นายดำริ วัฒนะ สิงหะ ตามลำดับบวกกับนายวรพจน์ที่ลาออกทำให้เหลือตุลาการศาลปกครองสูงสุดเพียง 13 คน อย่างไรก็ตามมีผู้สอบเข้าเป็นตุลาการศาลปกครองสูงสุดได้อีก 6 คน อยู่ระหว่างนำรายชื่อขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1253884824&grpid=&catid=no

--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
kb
http://camp02.blogspot.com/ camp02
http://kb1951.blogspot.com/ tkpark
http://kbparks.blogspot.com/ tkpark9
http://word1951.blogspot.com/ wordpress
http://www.baanjomyut.com/library/lotus
http://www.pwdom.com
http://weblogcamp2009.blogspot.com/2009
http://www.twitter.com/kajorn
http://www.twitter.com/BKKFlashCamp
http://camp02.readyhomepage.com
http://www.twitter.com/sun1951
http://www.twitter.com/joomlacorner
http://sun1951.vaivaitraining.com
http://sun1951.wordpress.com
http://www.educationatclick.com/th/

วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2552

สัจธรรมและความไม่รุนแรงตามแนวทางของมหาตมะ คานธี / สำนักข่าวราชดำเนิน

 
 สัจธรรมและความไม่รุนแรงตามแนวทางของมหาตมะ คานธี / สำนักข่าวราชดำเนิน

ภิศักดิ์ กัลยาณมิตร25/9/2552

 

 

สัจธรรมและความไม่รุนแรงตามแนวทางของมหาตมะ คานธี

 

มหาตมะ คานธีเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ของโลกคนหนึ่งเท่าที่มีมนุษย์เกิดมาบนพื้นพิภพนี้ แต่ปรากฏว่าหนังสือที่เกี่ยวกับแนวคิดของท่านกลับมีค่อนข้างน้อยในตลาด หนังสือเมืองไทย จนเมื่อได้มีโอกาสอ่านหนังสือชื่อว่า วจนะของมหาตมะ คานธี ที่แปลและเรียบเรียงโดยศาสตราจารย์ ดร.จำนงค์ อดิวัฒนสิทธิ์ ซึ่งท่านได้ศึกษาประวัติและผลงานของมหาตมะ คานธีมานานกว่า 20 ปี จนมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงขอนำเสนอเนื้อหาบางส่วนในหนังสือเล่มนี้ที่แสดงให้เห็นถึงสัจธรรมอันเป็น แนวทางในการดำเนินชีวิตและในทางการเมืองของมหาตมะ คานธี ดังนี้

ใน เรื่องของการดำรงชีวิต มหาตมะ คานธีเชื่อในความไว้วางใจ การให้เกียรติกันและกัน โดยกล่าวว่า ความไว้วางใจกันย่อมก่อให้เกิดความไว้วางใจกัน ซึ่งความไม่รุนแรงเป็นรากฐานของความไว้ใจให้เกียรติกัน ผู้ที่ไว้วางใจให้เกียรติคนอื่นย่อมไม่เคยสูญหายไปจากโลก แต่ผู้ที่ชอบระแวงสงสัยมักจะหลงอยู่กับตัวเองและกับโลก

มหาตมะ คานธี ยังได้กล่าวว่า ตนเองเป็นคนชอบฝัน แต่เป็นความฝันที่ไม่ใช่เกี่ยวกับสิ่งในอากาศ ซึ่งคานธีเรียกตนเองว่าเป็นนักฝันที่ต้องการเปลี่ยนความฝันให้เป็นความจริง มากที่สุด รวมทั้งยังเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี โดยจัดตนเองอยู่ในกลุ่มเดียวกับโคลัมบัสและสตีเวนสัน ผู้ซึ่งมีความหวังอย่างต่อเนื่องเมื่อเผชิญกับสิ่งแปลกๆ ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน

ส่วน ในทางการเมืองนั้น มหาตมะ คานธี เห็นว่า โลกกำลังเบื่อหน่ายต่อความตายอันเกิดจากการหลั่งเลือด โลกกำลังแสวงหาหนทางให้พ้นจากความทุกข์ ความไม่รุนแรงจะเป็นช่องทางช่วยให้โลกพบหนทางไปสู่ความรอดพ้นจากปัญหาอัน เกิดจากความทุกข์และความรุนแรงทั้งหมดในโลกนี้ได้ ซึ่งความไม่รุนแรงไม่ใช่เป็นคุณธรรมที่จะต้องปฏิบัติเพื่อสันติสุขและโมกข ธรรมเฉพาะบุคคลเท่านั้น แต่เป็นกฎสำหรับการปฏิบัติของกลุ่ม ชุมชน และชาติทั้งหลายด้วย ความไม่รุนแรงโดยสภาพที่มีการเคลื่อนไหวนั้นหมายถึง ความทุกข์อย่างรู้ตัว ไม่ได้หมายถึงการยอมสยบให้กับเจตนารมณ์ของผู้ทำความชั่วอย่างไม่มีความคิด แต่หมายถึงการต่อต้านเจตนารมณ์ของทรราชย์ด้วยจิตวิญญาณทั้งหมดของบุคคล จึงเป็นไปได้ที่บุคคลคนเดียวจะฝ่าฝืนพลังทั้งหมดของอาณาจักรที่ไม่เป็นธรรม เพื่อปกป้องเกียรติยศ ศาสนา และจิตวิญญาณของตน อันเป็นเหตุให้เกิดความล่มสลายของอาณาจักรนั้นหรือสำหรับชนยุคใหม่ของ อาณาจักรนั้นได้

ซึ่งมหาตมะ คานธี ยังได้กล่าวถึงประเด็นนี้เพิ่มเติมอีกว่า ไม่ ใช่เป็นความรุนแรงถ้าเราเพียงรักผู้ที่รักเรา แต่เป็นความไม่รุนแรงเมื่อเรารักผู้ที่เกลียดเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากเย็นที่จะปฏิบัติตามกฏเกณฑ์อันยิ่งใหญ่แห่งความรักนี้ แต่ไม่ใช่สิ่งที่ดีและยิ่งใหญ่ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ยากจะทำ ความรักในบุคคลที่เราเกลียดชังเป็นสิ่งที่ยากที่สุดในบรรดาสิ่งที่ยากทั้ง หมด แต่โดยอาศัยเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า สิ่งที่ยากที่สุดนี้กลับง่ายที่จะทำให้สำเร็จได้ ถ้าเราต้องการจะทำ

อีก ทั้งการปฏิวัติโดยไม่ใช้ความรุนแรงไม่ใช่เป็นการยึดอำนาจ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงสัมพันธภาพ ซึ่งสิ้นสุดลงด้วยการโอนอำนาจโดยสันติ รวมทั้งผู้ที่สูญเสียชีวิตโดยทำการต่อสู้ถือว่าเป็นความกล้าหาญ แต่ผู้ที่ปฏิเสธที่จะต่อสู้และปฏิเสธที่จะยอมสยบให้แก่ผู้ที่ยึดอำนาจย่อม เป็นผู้ที่มีความกล้าหาญกว่า อีกทั้งการดื้อแพ่งที่จะไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของบ้านเมืองจะต้องเป็นไปด้วย ความจริงใจ น่าเคารพ ควบคุมได้ อย่าเป็นไปด้วยความล่วงละเมิดกฎหมาย ต้องขึ้นอยู่กับหลักการที่เข้าใจได้ดีบางอย่าง อย่าได้มีเจตนาร้าย และเหนือสิ่งอื่นใดอย่ามีความพยาบาทหรือความเกลียดชังอยู่เบื้องหลัง

 

เมื่อไรก็ตามที่ท่านเผชิญหน้ากับศัตรู จงพิชิตศัตรูของท่านด้วยความรัก (มหาตมะ คานธี)

http://www.siamrath.co.th/uifont/Articledetail.aspx?nid=4252&acid=4252

--
http://www.kmutnb.ac.th/index.htm
http://www.ecitthai.net
http://www.tourismthailand.org/seminar/
http://www.thaihotels.org/
http://www.tuasso.com/scripts/tua.asp